ประวัติ

ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจแห่งชาติ จำกัด

              กรมตำรวจกำหนดนโยบาย โดยออกเป็นคำสั่งกรมตำรวจที่ 1379/2519 ลงวันที่ 14 กันยายน 2519 ให้ทุกหน่วยงานในระดับกองบังคับการในส่วนกลางและทุกส่วนราชการระดับกองกำกับการในสังกัดส่วนภูมิภาค จัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ขึ้นโดยมีเจตนาให้ข้าราชการตำรวจมีการเก็บออมเงินส่วนหนึ่งไว้ ขณะเดียวกันก็ให้สามารถกู้ยืมไปใช้จ่ายเมื่อมีความจำเป็น และในคำสั่งดังกล่าวได้อนุญาตให้สมุห์บัญชีมีอำนาจหักเงินเดือนของข้าราชการตำรวจแล้วนำส่งสหกรณ์ได้ ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ชัดเจนที่สุดของส่วนราชการเกี่ยวกับการจัดตั้งสหกรณ์ในส่วนราชการ

              จากนโยบายดังกล่าวทำให้ส่วนราชการตำรวจทุกหน่วยจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นอันเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชานั่นเอง เมื่อจัดตั้งขึ้นมาแล้วในด้านการบริหารงาน พบว่ามีปัญหามากมายในทางปฏิบัติ ปัญหาต่าง ๆ สามารถสรุปได้ ดังนี้

                   1.  เรื่องเงินทุนหมุนเวียน สหกรณ์ออมทรัพย์เป็นสถาบันทางการเงิน เงินหมุนเวียนมาจากทุนของสหกรณ์เอง ซึ่งสมาชิกที่ร่วมกันจัดตั้ง จะต้องถือหุ้นตามความสมัครใจ การออมโดยการถือหุ้นที่ไม่มาก ข้าราชการตำรวจที่สมัครเป็นสมาชิกมีความต้องการเงินกู้มากกว่า ทุกสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจขาดสภาพคล่องไม่มีเงินให้สมาชิกกู้ ต้องหาแหล่งเงินกู้จากภายนอกทั้งสิ้นทำให้ผู้บริหารสหกรณ์ขณะนั้นต้องดิ้นรนหาแหล่งเงินกู้เพื่อนำมาให้สมาชิกกู้ นับว่าปัญหาเรื่องเงินทุนเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด

                    2.  ปัญหาเรียกเก็บเงินจากสมาชิก เนื่องจากข้าราชการตำรวจเป็นข้าราชการที่สามารถได้รับการแต่งตั้งจากที่หนึ่ง หรือ หน่วยงานหนึ่งไปที่ใดก็ได้ในประเทศไทย สามารถขอรับการแต่งตั้งได้ทั้งการขอรับการแต่งตั้งเอง เช่น การขอย้ายกลับภูมิลำเนา เพื่ออุปการะ บิดา มารดา หรือ การแต่งตั้งโดยผู้บังคับบัญชาตามความเหมาะสม การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจมีผลกระทบกับสหกรณ์เป็นอย่างมาก เพราะก่อนการแต่งตั้งได้เป็นสมาชิกที่สังกัดเดิมอยู่ก่อน และได้กู้เงินไว้แล้วแต่ยังชำระหนี้ไม่หมด พอย้ายไปอยู่ที่ใหม่ก็ไปสมัครเป็นสมาชิกที่หน่วยงานใหม่และก็กู้อีก ทำให้ไม่มีเงินเดือนเหลือพอให้หัก การหักเงินตามคำสั่งผู้หักก็จะหักให้กับสหกรณ์สังกัดตนเองก่อน หากมีเหลือจึงจะหักให้กับสหกรณ์อื่น การหักเงินส่งสหกรณ์จึงเป็นปัญหาอีกส่วนหนึ่งที่จะต้องได้รับการแก้ไข

                3.  ปัญหาเรื่องระบบและการจัดการ สหกรณ์ที่ตั้งขึ้นเป็นนิติบุคคลจะต้องจัดการอย่างเป็นระบบ เช่น เมื่อเริ่มเป็นสมาชิกจะต้องจัดทำทะเบียนสมาชิก ทะเบียนหุ้น ทะเบียนหนี้  ทะเบียนสมาชิกต้องทำเป็นสมุดทะเบียนที่ทำและเขียนโดยมือเท่านั้น สมัยก่อนยังไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ การที่ต้องทำด้วยมือทั้งหมดก็มีปัญหาที่ไม่ถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ เช่น ทะเบียนเงินกู้ การลงบัญชีหากเป็นสมาชิกในหน่วยงานของตนก็จะสามารถลงรายละเอียดได้ แต่กรณีการย้ายการเรียกเก็บเงินข้ามจังหวัด ข้ามเขตอำเภอ ไม่สามารถเก็บได้ตรงเวลา เพราะต้องมีการส่งเงินทางไปรษณีย์ บางหน่วยเก็บได้เฉพาะเงินต้นและหนี้เท่านั้น ผู้ส่งเงินจะต้องจ่ายค่าฝากส่งไปรษณีย์เอง ทำให้มีการส่งควบเดือนคือไม่ส่งทุกเดือนกลายเป็นเก็บเงินเอาไว้สองเดือนหรือสามเดือนจึงส่งครั้งหนึ่งทำให้ยอดเงินที่ส่งมีการคลาดเคลื่อนเพราะมีดอกเบี้ยตามมา อีกส่วนหนึ่งคือระบบบัญชี การลงบัญชีของสหกรณ์เป็นคนละรูปแบบกับทางราชการ สหกรณ์ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ไม่มีเงินเพียงพอที่จะจ้างบุคลากรมาทำหน้าที่ทางด้านบัญชีได้ ก็ต้องมอบหมายให้ข้าราชการหาคนมาช่วยทำหน้าที่ จึงไม่สามารถทำให้งานสมบูรณ์ได้เต็มที่ ก็มีความจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาเช่นเดียวกัน

                   4.  ปัญหาเรื่ององค์ความรู้เกี่ยวกับสหกรณ์ การบริหารงานสหกรณ์จำเป็นต้องมีองค์ความรู้เฉพาะ เพราะสหกรณ์ไม่ใช่ราชการแต่เป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง ต้องมีความรู้ในเรื่องการบริการจัดการ ความรู้ในเรื่องการเงิน ความรู้ในเรื่องบัญชี สิ่งเหล่านี้ในระบบสหกรณ์ก็มีหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งหน่วยงานต่างๆเหล่านี้ก็ได้ทำหน้าที่ของตนไปแล้ว แต่โอกาสของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับมอบมอบหมายให้มาทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่สหกรณ์ไม่เคยมีสหกรณ์ไหน ส่งเข้าการศึกษาอบรมเลย เพราะการเดินทางไปเข้ารับการศึกษามีค่าใช้จ่าย ทุกสหกรณ์จึงไม่ยอมเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ มองไม่เห็นความจำเป็นในด้านนี้ ดังนั้นในสหกรณ์ตำรวจที่ตั้งขึ้นตามนโยบายนี้ ใช้เจ้าหน้าที่ทางด้านการเงิน เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ธุรการ เป็นเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ รับเงินเดือนจากราชการเท่านั้น สหกรณ์จึงเป็นแต่เพียงงานที่ฝากไว้กับทางราชการ เจ้าหน้าที่ขาดขวัญกำลังใจ ในวาระที่จะต้องพิจารณาบำเหน็จความชอบก็มักจะมาที่หลังข้าราชการอื่นที่ทำหน้าที่ทางราชการโดยตรง ในเบื้องต้นๆ จึงหาคนสมัครใจมาทำหน้าที่ในงานสหกรณ์ยากมาก ก็เป็นอึกหนึ่งปัญหาที่จะต้องหาทางแก้ไข

                   5.  ปัญหาอื่นๆ เช่น ทางหน่วยงานผู้บังคับบัญชาเห็นว่างานสหกรณ์ไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของตำรวจก็ไม่ได้ให้ความสนใจ นอกจากไม่ให้ความสนใจแล้วยังไม่สนับสนุน ไม่สนับสนุนไม่พอยังกีดกันอีกต่างหาก

                                ปัญหาต่าง ๆ ที่กล่าวมาทุกข้อ ไม่มีผู้รับผิดชอบโดยตรง ขาดหน่วยงานกลางที่จะสะท้อนปัญหาสู่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่จะสั่งการช่วยเหลือและแก้ไข

            แนวความคิดในการจัดตั้งชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ เกิดขึ้นจากการที่ผู้นำสหกรณ์ส่วนหนึ่ง ที่ได้นำสหกรณ์ของตน สมัครเข้าเป็นสมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด ทั้งนี้การสมัครเข้าเป็นสมาชิกครั้งแรก ก็เกิดจากการแนะนำของชุมนุมสหกรณ์เอง การได้เห็นสหกรณ์ออมทรัพย์ส่วนราชการอื่น เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ครู สหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุข (อนามัยเดิม) สหกรณ์ออมทรัพย์ในส่วนของมหาวิทยาลัย สมัครเป็นสมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด แล้วสามารถขอกู้เงินจากชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด ได้  เมื่อสมัครเป็นสมาชิกชุมนุมสหกรณ์แล้ว เมื่อมีการประชุมใหญ่ของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด ผู้นำสหกรณ์ในสังกัดตำรวจก็ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยสอบถามปัญหาการบริหารงานสหกรณ์ ได้เห็นการเลือกตั้งกรรมการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด ซึ่งผู้ได้รับการเลือกตั้งมักจะเป็นสหกรณ์จากกลุ่มมหาวิทยาลัย เป็นสหกรณ์ในกลุ่มผู้มีเงินเหลือให้กู้ได้ ลูกหนี้จะเลือกตัวแทนจากเจ้าหนี้เพราะถือเป็นบุญคุณกัน นอกจากนี้ก็จะเลือกจากคนรู้จักกัน เลือกจากคนในอาชีพเดียวกัน มีการรวมกลุ่มกันเป็นเขต เช่น ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน โดยมีสหกรณ์ที่มีเงินเหลือเป็นหัวขบวนรวบรวมกลุ่มต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการเลือกตั้ง  แรก ๆ ตำรวจก็ไม่ได้สนใจกับการเป็นกรรมการของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด มากนัก การชักชวนกันเข้าร่วมมาจากการที่ได้รู้จักกันมาก่อน  เช่น เคยเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันของตำรวจเอง ก็เริ่มรวมกลุ่มที่ตำรวจตระเวนชายแดนก่อน เพราะเป็นหน่วยงานที่มีความรู้จักและคุ้นเคยกันดี การพบปะพูดคุยก็มักทำกันที่ ตชด.นั่นเอง

      การรวมกลุ่มและแนวความคิดเกิดขึ้นแล้ว ผู้นำสหกรณ์ตำรวจก็เริ่มหาผู้นำที่เป็นหลักสามารถรวบรวมบรรดาสมาชิกสหกรณ์ตำรวจได้ เป็นผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจสั่งการได้ ในที่สุดก็ได้ พล.ต.ท.เฉลิม  โรจนประดิษฐ ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจในสมัยนั้นขึ้นมาเป็นผู้นำ และท่านก็ได้รับมอบอำนาจจากอธิบดีกรมตำรวจให้กำกับดูแลงานด้านกิจการพิเศษ รวมทั้งงานสวัสดิการด้านสหกรณ์ออมทรัพย์ด้วย นอกจากนั้นท่านก็ได้ทำหน้าที่ประธานกรรมการของสหกรณ์ออมทรัพย์กรมตำรวจ จำกัด (ชื่อขณะนั้น) ด้วย นโยบายที่จะตั้งชุมนุมสหกรณ์ตำรวจได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ท่านได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ เรียกผู้นำสหกรณ์ตำรวจมาร่วมประชุมเพื่อหาทางแก้ปัญหาภายในสหกรณ์ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยสถานที่ประชุมก็จะใช้ห้องประชุมของกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เพราะท่านเคยรับราชการที่ตำรวจตระเวนชายแดน การประชุมแต่ละครั้งมีการอภิปรายปัญหาต่าง ๆ และแนวทางแก้ไข ซึ่งได้ข้อสรุปว่า จำเป็นต้องมีหน่วยงานกลางของสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ตั้งขึ้นตามนโยบายของกรมตำรวจ ดังกล่าวข้างต้น  เพื่อเป็นหน่วยงานที่จะเป็นศูนย์กลาง ทำหน้าที่ประสานกับส่วนราชการระดับสูงเพื่อสั่งการ แก้ปัญหาต่าง ๆ ตามที่บรรดาผู้นำสหกรณ์ได้สะท้อนออกมา ที่สำคัญคือ ผู้นำสหกรณ์ตำรวจได้มีโอกาสพบปะสังสรรค์อย่างน้อยก็ในวันประชุมใหญ่ของสหกรณ์ตำรวจเอง การจัดตั้งชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ กระทบคะแนนเสียงของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด เพราะรวมกันได้แน่น มีระเบียบวินัย ตกลงกันอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น และเป็นเหตุหนึ่งที่สหกรณ์ระดับบริหารมหาวิทยาลัย หรือสหกรณ์ที่มีเงินเหลือต่างก็อยากเป็นมิตรกับตำรวจ เพราะคะแนนเสียงของตำรวจเป็นกอบเป็นกำให้สามารถเป็นกรรมการของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด ได้ และ พล.ต.ท.เฉลิม  โรจนประดิษฐ ก็สามารถก้าวเข้ามาเป็นผู้นำในขบวนการของสหกรณ์ไทยได้ โดยได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด เป็นประธานสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย เป็นผู้ก่อตั้งและประธานบริษัทสหประกันชีวิต จำกัด และผู้นำของสหกรณ์ตำรวจ ในรุ่นต่อ ๆ มาก็ได้รับการเลือกตั้งเป็นกรรมการของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด  สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย บริษัทสหประกันชีวิต จำกัด ติดต่อกันมา

                                การจดทะเบียนจัดตั้งเป็นชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจขึ้น เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2534 มีสหกรณ์ที่ร่วมเป็นผู้จัดตั้งรวมทั้งสิ้น 17 สหกรณ์ ได้แก่

                                1.      สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจแห่งชาติ จำกัด

                                2.      สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจร้อยเอ็ด จำกัด

                                3.      สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจปัตตานี จำกัด

                                4.      สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจยะลา จำกัด

                                5.      สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 2 จำกัด

                                6.      สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจนครราชสีมา จำกัด

                                7.      สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจพิจิตร จำกัด

                                8.      สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจน่าน จำกัด

                                9.      สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจมุกดาหาร จำกัด

                                10.   สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจสมุทรสาคร จำกัด

                                11.   สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจพัทลุง จำกัด

                                12.   สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 43 จำกัด

                                13.   สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจสุรินทร์ จำกัด

                                14.   สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจขอนแก่น จำกัด

                                15.   สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจแพร่ จำกัด

                                16.   สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจระยอง จำกัด

                                17.   สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจพิษณุโลก จำกัด

               ได้จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นเมื่อ 23 ธันวาคม 2534 โดยใช้ชื่อว่า ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์กรมตำรวจ จำกัด และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจแห่งชาติ จำกัด เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2542 ปัจจุบันมีสมาชิก 128 สหกรณ์ ตั้งแต่ก่อตั้งมา ผู้บริหารที่เป็นประธานกรรมการมี ดังนี้

 
1. พล.ต.ท.เฉลิม โรจนประดิษฐ
เป็นประธานกรรมการชุดที่ 1-10
ปี 2537-2543
 
2. พล.ต.ท.คำรณ ลียะวณิช
เป็นประธานกรรมการชุดที่ 11-12
ปี 2544-2545
 
3. พล.ต.อ.สุนทร ซ้ายขวัญ
เป็นประธานกรรมการชุดที่ 13-14
ปี 2546-2547
 
4. พล.ต.ท.เฉลิม โรจนประดิษฐ
เป็นประธานกรรมการชุดที่ 15
ปี 2548
 
5. พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช
เป็นประธานกรรมการชุดที่ 16-19
ปี 2549-2552
 
6. พล.ต.ต.ณรงค์ มณีนพ
เป็นประธานกรรมการชุดที่ 20-21
ปี 2553-2554
 
7. พล.ต.อ.นิพจน์ วิระสุนทร
เป็นประธานกรรมการชุดที่ 22-25
ปี 2555-2558
 
8. พล.ต.ท.สมเดช ขาวขำ
เป็นประธานกรรมการชุดที่ 26
ปี 2559